อิทธิบาท 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง และความหมายของอิทธิบาท 4

 

        หลวงตาม้าบอกว่า การอธิฐานจิตทรงอิทธิบาท4 อายุย่อมยืนยาวไปถึง1กัปป์

ความหมายของอิทธิบาท 4

 
อิทธิบาท 4” หากว่ากันตรงตัวตามคำหลักคำอธิบายของพระพุทธศาสนานั่นคือ “หนทางหรือรากฐานสู่ความสำเร็จ 4 ประการ” ถึงแม้ว่าแนวคิดคำสอนเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ด้วยหลักแนวคิดและการปฏิบัติที่ง่ายง่ายทั้ง 4 ประการนี้ทำให้สามารถนำมาปรับใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย นั่นประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา

 

อิทธิบาท 4 มีอะไรบ้าง

 
ฉันทะ คือความพอใจ พอใจที่ได้ทำในสิ่งนั้น ซึ่งแน่นอนหากมีความรักความพอใจในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นความตั้งใจ การมุ่งหวังจะให้เกิดผลดียิ่งยิ่งขึ้นกับผลแห่งความสุขที่ได้มาจากกระทำนั้น หากคุณลองตั้งคำถามขึ้นมาง่ายง่ายว่า “ชอบในงานที่กำลังทำอยู่รึเปล่า” “ชอบในคณะที่เรียนอยู่หรือไม่” หากคำตอบคือใช่ก็ควรเดินต่อไปไปข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย

 

 

วิริยะ หมายถึงความเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่คอยเข้ามาเป็นแข้งขาที่คอยดักระหว่างทางเดินที่จะไปยังเป้าหมายความสำเร็จ แต่หากมีความอดทนที่จะต้องล้มลุกคลุกคลานจากการหกล้มสักกี่ครั้งหากมี “วิริยะ” ไม่ย่อท้อต่อการทำในสิ่งที่รักแล้วละก็เป้าหมายถึงไม่ไกลเกินจะคว้า

 

จิตตะ  การควบคุมจิตใจให้แน่วแน่ มุ่งมั่นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าหนทางจนยากแค่ไหน จะต้องพยายามสักเท่าไหร่ หากว่าใจที่แน่วแน่มั่นคงแล้วละก็ไม่ว่าปัญหาใดใดจะเข้ามาก็จะไม่ย่อท้อ ประคองจิตใจไปจนถึงเป้าหมายที่กำลังพยายามตามหา

 

วิมังสา การวิเคราะห์ตรึกตรองว่าสิ่งที่กำลังทำมันถูกต้องหรือไม่ มีผลเป็นเช่นไร หากไม่ดีไม่เข้าท่าก็ปรับปรุงแก้ไขคล้ายกับการขับรถหากขับออกนอกเส้นทางหากมองดูระหว่างทางรอบข้างไม่คุ้นตา ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาไปยังเป้าหมายก็แก้ไขปรับเลือกเส้นทางใหม่ย่อมดีกว่าทนเดินในเส้นทางที่ผิด

 

หากเปรียบเป้าหมายแต่ละเป้าหมายเป็นดั่งสถานีรถไฟ รถไฟก็เปรียบเหมือนชีวิตคนเรา รางรถไฟก็เปรียบเสมือน “อิทธิบาท 4” กว่าจะเดินทางไปถึงที่หมายปลายสถานีจะต้องผ่านสถานีน้อยใหญ่มากมายโดยอาศัยเส้นทางรางรถไฟที่อาจจะมีช้าบ้างเร็วบ้างตามเส้นทางที่วิ่งและโอกาสจะที่เลือก แนวความคิดและหลักปฏิบัติเช่นนี้อาจจะดูว่าเข้าใจยาก อธิบายได้ยากแต่หากเปิดใจลองศึกษาแก่นแท้ของความหมายจะเห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนั้นเกิดมาจากสิ่งที่เราต้องการทั้งสิ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ”

 

หมายเหตุ

 

การแบ่งกัปตามจำนวนการอุบัติของพระพุทธเจ้า

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

  1. สุญญกัป คือ กัปที่ปราศจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ[1]
  2. อสุญญกัป คือ กัปที่ไม่ว่างจากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ แบ่งเป็น 5 ประเภทย่อยคือ
    1. สารกัป คือกัปที่เป็นแก่นสาร มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 1 พระองค์
    2. มัณฑกัป คือ กัปที่ผ่องใส มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 2 พระองค์
    3. วรกัป คือ กัปที่ประเสริฐ มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 3 พระองค์ (ในที่อื่น ว่า ๔ พระองค์)[3]
    4. สารมัณฑกัป คือกัปที่เป็นแก่นสารและผ่องใส มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 4 พระองค์ (ฉบับ มมร. ว่า ๓ พระองค์)[4]
    5. ภัทรกัป คือกัปที่เจริญ มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์. กัปปัจจุบันเป็นภัทรกัปมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคตมพุทธเจ้า และว่าที่พระเมตไตรยพุทธเจ้า รวมเรียกว่า พระเจ้าห้าพระองค์
Visitors: 19,698